หน้าแรก › บทความ › SSL 2 มีตัวเดียวก็ทำเพลงได้
Solid State Logic

SSL 2 มีตัวเดียวก็ทำเพลงได้

Btwins · 24 พ.ค. 2021 · อ่าน 2 นาที

SSL 2 มีตัวเดียวก็ทำเพลงได้

ช่วงนี้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆนักดนตรียังไม่ได้มีออกไปเล่นที่ร้าน หรือ งานต่างๆ อยู่บ้านก็เซ็ง มาอัดเสียงกันดีกว่าครับ เชื่อว่าเพื่อนๆ คงมีเพลงที่แต่งเก็บไว้บ้าง หรือบางคนที่ยังไม่ได้แต่ง แต่อยากจะเริ่มทำเพลงเป็นของตัวเอง อัดเสียงที่บ้านตัวเองเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายยยย หรือจะ Live ให้เสียงดีอยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือจะทำ Home Studio อยากอัดเสียงเมื่อไหร่ก็อัดได้ทันที แค่มี SSL 2 ก็ทำเพลงเองได้แล้ว หรือจะ On The Road ก็สบาย

มาดูกันครับว่า ssl 2 ให้อะไรมาบ้าง

2-In / 2-Out USB-C Audio Interface

2 x SSL-designed microphone preamps

Legacy 4K - analogue colour enhancement, inspired by classic SSL consoles

Professional, high-current grade headphone output

24-bit / 192 kHz AD/DA AKM Converters

Easy-to-use Monitor Mix Control

Balanced monitor outputs

SSL Production Pack software bundle

USB 2.0 bus-powered audio interface for Mac/PC

ตัวนิดเดียวแต่ทำอะไรได้เยอะมาก มีตัวเดียวก็ทำเพลงได้

ไม่แน่อาจจะเป็น Youtuber คนใหม่ก็ได้ครับ ใครจะไปรู้

สนใจ SSL 2?

Btwins เป็นตัวแทนจำหน่าย Solid State Logic อย่างเป็นทางการในประเทศไทย สอบถามสเปก ราคา และนัดทดลองเครื่องได้

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด →
SSL UC1 นำ Console Workflow มาไว้ในรูปแบบ Controller
Solid State Logic

SSL UC1 นำ Console Workflow มาไว้ในรูปแบบ Controller

SSL UC1 ฮาร์ดแวร์ควบคุมปลั๊กอินที่ออกแบบเหมือน Channel Strip บนคอนโซล SSL มี Knob แยกทุกฟังก์ชัน พร้อม 360° Link ที่ควบคุมปลั๊กอินของแบรนด์อื่นได้

SSL Alpha 8 Audio Expander ที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน
Solid State Logic

SSL Alpha 8 Audio Expander ที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน

ALPHA 8 คือตัวแปลงสัญญาณ AD/DA 32-bit / 192 kHz ขนาด 1U ของ SSL ใช้เป็น Expander เพิ่มช่อง Analogue 8 in / 8 out ให้ audio interface เดิมผ่าน ADAT และ S/PDIF หรือต่อคอมผ่าน USB-C แล้วใช้เป็น audio interface 18 in / 18 out ก็ได้

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Odyssey)
Solid State Logic

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Odyssey)

ไล่ต่อจากตระกูล 4000 ตั้งแต่ 9000 J & K, Duality, ORIGIN, Oracle จนถึง Odyssey ว่าแต่ละรุ่นเปลี่ยนวงจรอะไรและให้เสียงต่างกันยังไง