SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Oracle)
ไล่ต่อจากตระกูล 4000 ตั้งแต่ 9000 J & K, Duality, ORIGIN, Oracle จนถึง Odyssey ว่าแต่ละรุ่นเปลี่ยนวงจรอะไรและให้เสียงต่างกันยังไง

Channel Strip ของ SSL ถูกพูดถึงบ่อย แต่มันมีหลายตัวจนไม่รู้ว่าแต่ละตัวต่างกันยังไง 4000 B ที่ให้ Compression กดได้แรงและมีคาแรคเตอร์ชัด กับ 9000 J ที่ใสจนแทบไม่เติมอะไรเลย คือคนละเครื่องมือกัน ทั้งที่อยู่ในตระกูลเดียวกันและหน้าตาคล้ายกัน
บทความนี้เริ่มกันที่ตระกูล 4000 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเสียง SSL และเป็นตระกูลที่อยู่มานานที่สุด มีสามรุ่นคือ B (1976), E (1979) และ G (1987) แต่ละรุ่นไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตา แต่เปลี่ยนวงจรข้างในด้วย
ความต่างเกิดจากวงจรที่ใช้ ซึ่งในแต่ละรุ่นจะต่างกันสามอย่างหลัก ๆ คือ Mic Preamp (มี transformer หรือไม่มี และเติมฮาร์มอนิกแค่ไหน) Dynamics (ใช้ VCA เบอร์ไหน ตรวจจับแบบ peak หรือ RMS วาง sidechain ไว้ตรงไหนของวงจร) และ EQ (เวอร์ชันไหน ใช้ Q แบบ constant หรือ variable) สามอย่างนี้คือที่มาของคำว่า "เสียง E" กับ "เสียง G" ที่เอนจิเนียร์พูดถึงกัน
เวลาบูสต์หรือคัท EQ หนึ่งจุด มันไม่ได้ขยับแค่ความถี่นั้นความถี่เดียว แต่ลากความถี่รอบ ๆ ขึ้นลงตามไปด้วย ความกว้างของช่วงที่ขยับตามไปนี้แหละคือ Q กว้างคือกินความถี่ข้างเคียงเยอะ แคบคือแตะเฉพาะจุดที่เล็งไว้
ผลเวลาใช้งานจริงคือ constant Q ใช้แก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ตรงกว่า เช่น คัทย่านที่สแนร์บวม ส่วน variable Q ใช้ปรับโทนรวมแล้วฟังเนียนกว่า เพราะแตะเบา ๆ มันจะกว้างและกลมกลืนไปกับเสียงเดิม
ตระกูล 4000 มีทั้งสองแบบ EQ '242 ของ E Series เป็น constant Q ส่วน '292 ของ G Series เป็น variable Q หลักง่าย ๆ คือถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะไปแก้ตรงไหน ใช้ '242 ถ้ากำลังหาโทนรวมของเสียง ใช้ '292
ทีนี้มาดูกันทีละรุ่นว่าแต่ละตัวเปลี่ยนอะไร เอาไปใช้กับงานแบบไหน และวันนี้ยังหาเสียงนั้นได้จากตัวไหนบ้าง
คาแรคเตอร์เสียง: เนื้อเสียงแบบ vintage มี character เสียงชัด Compression กดได้อย่างแรงและตรงไปตรงมา
4000 B คือมิกเซอร์คอนโซลตัวแรกของ SSL และเป็นตัวที่วางรากของแนวคิดแบบ In-Line ที่ตระกูล 4000 ใช้ต่อมาทั้งหมด ตัวที่ดังที่สุดติดตั้งอยู่ในห้อง Stone Room ของ Townhouse Studios ที่ London
Mic Preamp: ใช้วงจร transformer-coupled ของ Jensen รุ่น JE-115K-E ตัว transformer ทำให้สัญญาณที่ผ่านเข้ามาไม่ได้ออกไปเหมือนเดิมเป๊ะ ๆ แต่ถูกเติมฮาร์มอนิกแบบ non-linear และ saturation เข้าไปตั้งแต่ต้นทาง นี่คือจุดที่รุ่นหลัง ๆ ตัดออกไปเพื่อความสะอาด และเป็นเหตุผลที่คนยังตามหาเสียงของ 4000 B อยู่จนทุกวันนี้
Dynamics: ยกแนวคิดมาจาก Bus Compressor ของ SSL เอง ใช้ VCA ชิป dbx 202 ที่เรียกกันว่า "black can" ตรวจจับแบบ peak และวาง sidechain ไว้ใน feedback loop การวางแบบ feedback ทำให้วงจรตัดสินใจจากสัญญาณที่ออกไปแล้ว ผลคือการจับที่ฟังแล้วรู้สึกได้ว่ามันเกาะเข้าไปกับเสียง ไม่ใช่การคุมแบบเรียบ ๆ และรุ่นนี้ยังเป็นตัวแรกที่มี Auto Gain Make-Up คือชดเชยระดับที่หายไปจากการ Compress ให้เอง ไม่ต้องมีปุ่มแยก
EQ: เป็น Parametric EQ 4 Band ชุดแรกของตระกูล 4000 จุดที่ต่างจากรุ่นหลังคือ mid-band เป็นแบบ constant-bandwidth หมายความว่าความกว้างของย่านที่ปรับจะคงที่ ไม่ว่าจะดันขึ้นมากหรือน้อย ทำให้เวลาต้องขุดย่านใดย่านหนึ่งของกลองหรือเบสออกมา มันเข้าตรงจุดโดยไม่ลากย่านข้างเคียงมาด้วย
งานที่บันทึกผ่าน 4000 B:
โดยสามารถสัมผัสคาแรคเตอร์เหล่านี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K B Channel Strip · โมดูล 500 Series รุ่น B-DYN · วงจร B-Series DeEsser ใน Revival 4000 Channel Strip
คาแรคเตอร์เสียง: พุ่ง ดุ ย่านกลางมาข้างหน้า เป็นเสียงที่ได้ยินแล้วรู้ทันทีว่าเป็น SSL

4000 E คือรุ่นที่ทำให้ SSL กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ห้องชั้นนำทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้กันแทบทั้งหมดในยุค 80
Mic Preamp: ช่วงแรกยังใช้ transformer ของ Jensen โดยเปลี่ยนจาก JE-115K-E มาเป็น JT-115K-E ก่อนที่รุ่นหลัง ๆ จะย้ายไปใช้วงจรแบบ electronically-balanced ที่ไม่มี transformer แล้ว จุดนี้ทำให้ 4000 E แต่ละตัวในโลกไม่ได้ให้เสียงเหมือนกันทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าเป็นล็อตไหน
Dynamics: แยกออกมาเป็น VCA ของ Aphex แบบ Class A และเปลี่ยนมาทำงานแบบ feed-forward คือตัดสินใจกดจากสัญญาณที่กำลังจะเข้าไป ไม่ใช่สัญญาณที่ออกไปแล้วเหมือน 4000 B ผลคือการจับที่คาดเดาได้และคุมง่ายกว่า และเป็นครั้งแรกที่ค่า attack ขยับตามสัญญาณที่เข้ามาเอง อยู่ระหว่าง 3ms ถึง 30ms
Revision 4 คือเวอร์ชันที่คนยกให้เป็นตัวจริงของรุ่นนี้ เพราะได้ทั้ง soft-knee ที่เข้าสู่การบีบอัดเสียงแบบค่อยเป็นค่อยไป และ release ที่เป็นเส้นโค้งแบบ logarithmic ซึ่งฟังเป็นธรรมชาติกว่าการคลายแบบเส้นตรง
EQ: ของรุ่นนี้มีหลายเวอร์ชันและเสียงไม่เหมือนกัน ตัวแรกคือ '02 "Brown Knob" ที่ดิบและดุที่สุดในตระกูล ตามด้วย '132 "Orange Knob" ที่หายากมาก และจบที่ '242 "Black Knob" ที่ SSL พัฒนาร่วมกับ George Martin ให้ AIR Studios ในปี 1983
ตัว '242 ตัดและบูสต์ได้ถึง ±18 dB พร้อม High-Pass Filter ที่ชันถึง 18 dB/octave และใช้ Q แบบ constant ทำให้มันเข้าตรงจุดและฟังดุเวลาต้องดันหนัก ๆ นี่คือ EQ ที่ SSL ยังใส่มาในคอนโซลรุ่นปัจจุบันอย่าง ORIGIN, Oracle และ Duality แบบไม่เปลี่ยนวงจร
คนที่บันทึกเสียงผ่าน SSL รุ่นนี้: Peter Gabriel, Phil Collins, Kate Bush, Bryan Adams, Madonna, Prince, Oasis, U2
Sound Engineer ที่ใช้ SSL รุ่นนี้: Andy Wallace, Hugh Padgham, Chris Lord-Alge, Alan Moulder และ Spike Stent
โดยสามารถสัมผัสคาแรคเตอร์เหล่านี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K E · Revival 4000 · โมดูล 500 Series ทั้ง E-Series Dynamics และ E-Series EQ · EQ '242 ที่ติดมากับคอนโซล ORIGIN และ Oracle
คาแรคเตอร์เสียง: ครบและคมขึ้น รายละเอียดชัดแต่แรง

ปลายยุค 80 งานมิกซ์เริ่มมีแทร็กเยอะขึ้นและซ้อนกันหนาขึ้นมาก SSL จึงออกแบบ 4000 G มาให้จัดการงานลักษณะนั้นได้ดีกว่าเดิม โดยยังเป็นโครงเดียวกับ E แต่เปลี่ยนทั้ง Mic Preamp และ EQ
Mic Preamp: ออกแบบใหม่โดยใช้ transistor แบบ super-matched pair ช่วงเกนกว้างขึ้นมากจนไม่ต้องพึ่ง pad อีกแล้ว ปรับเป็นสเต็ปละ 6 dB และจัดการ noise ได้ดีกว่าเดิม ในทางปฏิบัติแปลว่ารับได้ทั้งไมค์ที่ให้สัญญาณเบามาก ๆ และแหล่งเสียงที่ดังมาก ๆ โดยไม่ต้องไปแตะอะไรเพิ่ม
Dynamics: เปลี่ยนคาแรคเตอร์ไปทาง Compression ที่เนียนและคุมได้แน่นขึ้น จับ transient ได้ไวกว่าเดิม เป็นเหตุผลที่งานป๊อปและร็อกยุคนั้นซึ่งมีแทร็คเยอะ ยังฟังรายละเอียดได้ครบ
EQ: เป็นตัวใหม่ทั้งชุดคือ '292 "Pink Knob" ที่ใช้ Q แบบ variable จึงเหมาะกับการปรับโทนรวมของเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีแบบเบามือ ส่วน '242 เหมาะกับการเข้าไปจัดการจุดที่มีปัญหาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเพิ่มสวิตช์ HMF ×3 และ LMF ÷3 ที่ขยายช่วงความถี่ของ mid-band ออกไปอีก
อีกจุดที่ต่างจาก '242 คือย่าน shelf ของ '292 ชันกว่า และตรงขอบของย่านที่ปรับจะแกว่งเลยจุดขึ้นไปนิดหนึ่งก่อนกลับเข้าที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคาแรคเตอร์เสียงที่คนจำ G Series ได้
เส้นโค้งแบบ G Series ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ สลับใช้ได้บนคอนโซล 9000 Series, Duality, AWS, Oracle และ Super 9000
คนที่บันทึกเสียงผ่าน SSL รุ่นนี้: Bruce Springsteen, Pink Floyd, Nirvana, Massive Attack, Mariah Carey, Whitney Houston
Sound Engineer ที่ใช้ SSL รุ่นนี้: Tom Lord-Alge, Bob Rock และ MixedByAli
โดยสามารถสัมผัสคาแรคเตอร์เหล่านี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K G (ออกปี 2025 ทำให้ตระกูล 4K ครบทั้งสามตัว) · Revival 4000
หลังจาก G ทิศทางของ SSL เปลี่ยนไปอีกทางหนึ่ง จากคอนโซลที่มีคาแรคเตอร์ กลายเป็นคอนโซลที่ตั้งใจไม่ใส่คาแรคเตอร์อะไรลงไปเลย นั่นคือ 9000 J & K ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SuperAnalogue™ และ EQ ที่สลับได้ทั้งเส้นโค้ง E และ G ในตัวเดียวกัน จะเป็นอย่างไร ไว้คุยกันต่อในบทความหน้าครับ
และถ้าอยากลองคาแรคเตอร์ทั้งสามยุคนี้ในรูปแบบปลั๊กอิน SSL UC1 คือคอนโทรลเลอร์ฮาร์ดแวร์ที่ให้คุมปลั๊กอิน Channel Strip ของ SSL แบบ hands-on เหมือนหมุนปุ่มบนคอนโซลจริง ทำให้ลองปรับและเทียบเสียงแต่ละยุคได้สะดวก
SSL Revival 4000 Signature Analogue Channel Stripยกคาแรคเตอร์ของ 4000 ทั้งยุค B, E และ G มาไว้ในแร็คเดียวดูรายละเอียดสินค้า →
SSL UC1คอนโทรลเลอร์ฮาร์ดแวร์ คุมปลั๊กอิน Channel Strip ของ SSL แบบ hands-onดูรายละเอียดสินค้า →
Btwins เป็นตัวแทนจำหน่าย Solid State Logic อย่างเป็นทางการในประเทศไทย สอบถามสเปก ราคา และนัดทดลองฟังได้
ขอบคุณข้อมูลจาก: https://solidstatelogic.com/channel-strip-guide
ไล่ต่อจากตระกูล 4000 ตั้งแต่ 9000 J & K, Duality, ORIGIN, Oracle จนถึง Odyssey ว่าแต่ละรุ่นเปลี่ยนวงจรอะไรและให้เสียงต่างกันยังไง
Harrison Flex-10 audio interface ตัวแรกของ Harrison ต่อ USB-C รองรับ 32-bit/192 kHz พร้อม H-DRIVE transformer saturation ฟิลเตอร์จากคอนโซล 32 Series และขยายด้วย ADAT เป็น 10-in/12-out
Stella Mozgawa มือกลอง Producer และ Remixer สมาชิกวง Warpaint เล่าถึงการใช้ SSL BiG SiX ในห้องทำงานที่บ้าน ตั้งแต่ปรีไมค์ SuperAnalogue กับการอัดกลอง การเล่นกลองสดทับดนตรี electronic ไปจนถึง G-Series Bus Compressor และ converter ในตัว